อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์
(ป้าอ้วน)
ประธานมูลนิธิดุลยพัฒน์
หลังจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ครูอ้วนได้รับทุนไปเรียนการศึกษาวอลดอร์ฟ 2 ปีที่ Melbourne Rudolf Steiner School และได้ทำงานในโรงเรียนวอลดอร์ฟทั้งที่เมลเบิร์นและไทย ทำให้เข้าใจว่าการศึกษานี้ไม่ได้เน้นแค่ความรู้ แต่โอบอุ้มความเป็นมนุษย์ของเด็กอย่างอ่อนโยน
ในปี 2552–2553 ขณะเป็นผู้ประสานงานอบรมครูปฐมวัย ครูอ้วนได้พบกลุ่มผู้สนใจวอลดอร์ฟที่ขอนแก่น และริเริ่มบ้านเรียนบำบัดตามแนวมานุษยปรัชญา
เมื่อเห็นลูกและนักเรียนเติบโต ครูอ้วนมั่นใจว่า การศึกษาไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือพื้นที่ให้เด็กฝึกเจตจำนง เรียนรู้ และเติบโตในแบบของตัวเอง
วันนี้ ครูอ้วนยังทำงานด้วยหัวใจ เชื่อว่า สุขภาวะและเจตจำนงที่แข็งแรง คือรากฐานสำคัญของเยาวชนไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว — และการศึกษาเข้าใจชีวิตเด็กแต่ละคน คือกุญแจสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น

อัฏฐพล กิตติพีพัฒน์
(ลุงตี๋)
ผู้จัดการศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์
ลุงตี๋สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ (รัฐประศาสนศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบได้เริ่มทำงานในเครือบริษัทซิเมนต์ไทย และมีโอกาสเดินทางไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างปี พ.ศ. 2541–2543 เมื่อกลับมาประเทศไทย ได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่บริษัทมินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด จนกระทั่งครูอ้วน (หรือป้าอ้วน) ย้ายมาอยู่ที่ขอนแก่น ลุงตี๋จึงตามมาด้วย
ในฐานะคุณพ่อ ลุงตี๋ได้เฝ้ามองการเติบโตของลูกผ่านการศึกษาวอลดอร์ฟ ทั้งจากโรงเรียนที่เมลเบิร์นและโรงเรียนปัญโญทัย พร้อมกับซึมซับ เรียนรู้ และชื่นชมแนวทางการศึกษานี้ไปพร้อมกับลูก ๆ
การได้มาช่วยดูแลและบริหารศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ เพื่อสร้าง “โรงเรียนที่มีชีวิต” ให้กับเด็ก ๆ ถือเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งในชีวิต เหมือนกับทุกเช้า…ที่เด็กอนุบาลตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาทักทาย “ลุงตี๋” ด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นเสมอ

พิศสมร ทองสม
(ครูหมอน)
ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์
ครูประจำชั้น และ หัวหน้าฝ่ายมัธยมศึกษา
ช่วงหนึ่งของชีวิต ครูหมอนได้ทำงานกับสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) ใช้ละครเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงใจเด็ก ๆ และเยาวชน พร้อมออกเดินทางฝึกอบรมครูทั่วประเทศ
จนวันหนึ่ง เมื่อเดินทางไปใช้ชีวิตในอเมริกา ได้พบกับแนวทางวอลดอร์ฟและการศึกษาบำบัด ที่ซึมลึกและงดงามเกินกว่าจะละสายตา จึงตัดสินใจเรียนรู้ต่ออย่างจริงจังที่วิทยาลัย Sun-bridge รัฐนิวยอร์ก และศึกษาหลักสูตร 5 ปีด้านการศึกษาบำบัดที่ Beaver Run รัฐเพนซิลเวเนีย ที่นั่น ครูหมอนได้อยู่ร่วมกับเด็กพิเศษ ใช้ชีวิต เรียนรู้ และมองเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความรัก ความเข้าใจ และการดูแลทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ
เมื่อเรียนจบ ครูหมอนตัดสินใจกลับมาเป็นครูวอลดอร์ฟ ณ ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2557 และยังคงมอบความรัก ความเข้าใจ และการศึกษาอย่างมีชีวิตให้กับเด็ก ๆ เสมอมา.
ระดับปฐมวัย

พรรณราย โพธิ์ชัย
(ป้าจอย)
ห้องอนุบาลต้นหม่อน
ป้าจอยสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เริ่มต้นสัมผัสกับโลกของเด็ก ๆ ผ่านการเข้าร่วมโครงการสอนศิลปะตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ประสบการณ์นั้นได้จุดประกายความรักในการทำงานกับเด็ก ซึ่งต่อมากลายเป็นโอกาสสำคัญเมื่อได้เริ่มทำงานที่โรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟทันทีหลังเรียนจบ
สิ่งที่ตรึงใจป้าจอยเมื่อได้ก้าวเข้าสู่โลกของวอลดอร์ฟครั้งแรก คือความเป็นมิตรของผู้คน และความอบอุ่นของบรรยากาศ ยิ่งได้เรียนรู้แนวทางมนุษยปรัชญาผ่านการอบรมและการทำงาน ป้าจอยยิ่งมั่นใจว่า การศึกษานี้ไม่เพียงปลูกฝังเด็ก แต่ยังช่วยให้ผู้สอนเองได้เติบโตและค้นพบความหมายของชีวิตไปพร้อมกัน
เธอผ่านการอบรมครูปฐมวัยวอลดอร์ฟหลักสูตร 3 ปีจากสมาคมปฐมวัยวอลดอร์ฟนานาชาติ รวมถึงเข้าร่วมการอบรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
แรงบันดาลใจในการทำงานกับเด็กเล็กของป้าจอย มาจากความเชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาสังคมต้องเริ่มจากการศึกษา—การบ่มเพาะเด็กให้เติบโตอย่างสมดุล มีทั้งปัญญาและคุณธรรม และเหนือสิ่งอื่นใด คือการสร้างสังคมที่มีความรักและความปรารถนาดีต่อกันเป็นรากฐาน

แพรวภิญญ์ ภิญญ์ภูมิลักษณ์
(ป้าเป๊ก)
ห้องอนุบาลลูกหม่อน
จากสายธุรกิจสู่หัวใจของการศึกษา — เส้นทางใหม่ที่เปี่ยมความหมายของป้าเป้ก(ของเด็กๆอนุบาล)
หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอแบคในปี 2541 ป้าเป้กใช้เวลากว่าสิบปีในสายงานบริหาร ทั้งในองค์กรเอกชนและธุรกิจส่วนตัว เช่น โรงพยาบาลสัตว์ แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนในปี 2558 ความใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิตได้เปิดประตูใหม่—เมื่อโชคชะตานำพาให้รู้จักโรงเรียนดุลยพัฒน์และการศึกษาวอลดอร์ฟ
จากโลกของตัวเลขและการบริหาร ป้าเป้กตัดสินใจผันตัวมาเป็นครูปฐมวัย ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นว่าการดูแลช่วงเวลาเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์คือการสร้างรากฐานสำคัญให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาวะ และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
ทุกวันของการเป็นครูคือการเรียนรู้ เด็ก ๆ เตือนให้ป้าเป้กกลับมารับฟัง เข้าใจ และใส่ใจพัฒนาการของพวกเขาผ่านจังหวะชีวิต ผัสสะ และธรรมชาติ ด้วยความตั้งใจจะเป็นแบบอย่างที่ดี และดูแลพวกเขาด้วยหัวใจในทุกวัน

(ป้ากอล์ฟ)
ห้องดอกโมก
เร็วๆนี้

(ป้านุ่น)
ห้องดอกโมก
เร็วๆนี้
ระดับประถมและมัธยมศึกษา

นนทยา เตชะวงศ์
(ครูโอ๋)
ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
แม้จะเรียนจบด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่ภายในใจของครูนนทยาเต็มไปด้วยคำถามที่วาบผ่านตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนว่า “สิ่งที่กำลังทำอยู่คือสิ่งที่อยากเป็นจริงหรือไม่” จนกระทั่งได้ก้าวเข้าสู่แวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ ทำงานในตำแหน่งกองบรรณาธิการมากว่าสิบปี พร้อมพัฒนาตัวเองผ่านบทกวี การอ่าน และการเขียน—ทั้งหมดหล่อหลอมให้เธอแสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยหัวใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อย้ายมาอยู่จังหวัดขอนแก่น และเห็นลูกชายเติบโตงอกงามในโรงเรียนวอลดอร์ฟ ความศรัทธาต่อการศึกษาที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ก็ยิ่งมั่นคง ครูนนทยาเริ่มจากการเป็นผู้ปกครองอาสา ก่อนจะก้าวเข้ามาเป็นครูเต็มตัว
ในบทบาทครู เธอได้รวมสิ่งที่รัก—วรรณกรรม บทกลอน การเขียนนิทาน—เข้ากับงานสร้างสรรค์การเรียนรู้ หวังเพียงให้เด็ก ๆ เติบโตทั้งทางกาย ใจ และเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความรู้และความรักอยู่พร้อมในตน

กุลธิดา บุญตั้ง
(ครูพู่)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ครูพู่เชื่อมาเสมอว่า การเรียนรู้จากชีวิตจริง คือบทเรียนที่สำคัญที่สุด และเคยเป็นนักเรียนที่ชอบลงมือทำ ชอบลองสิ่งใหม่ ๆ จนได้เรียนรู้ว่าการเข้าใจสิ่งใดจากภายในจะนำไปสู่การลงมือทำอย่างมีความหมาย
หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ความหวังในใจยังคงเดิม—ว่า “การศึกษาไทยควรเปลี่ยนแปลงได้มากกว่านี้” ควรเป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์แต่ละคน ไม่ใช่เพียงระบบเดียวที่ใช้กับทุกคน
จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้รู้จักกับแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ แม้ในช่วงแรกจะเข้าใจแค่เพียงผิวเผินว่า “นี่คือการศึกษาในอุดมคติ” แต่ด้วยความเป็นแม่ที่อยากดูแลลูกอย่างเข้าใจ ก็เริ่มสนใจแนวทางนี้อย่างจริงจัง จนได้กลายเป็นผู้ปกครองของศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ ที่นี่…ทุกอย่างดูสอดคล้องกับความเชื่อในใจทั้งเรื่องเด็ก การเติบโต และความเป็นมนุษย์
เมื่อเห็นพัฒนาการของลูกอย่างงดงามและเป็นธรรมชาติ ก็ยิ่งเชื่อมั่นในแนวทางนี้มากขึ้น จากผู้ปกครองที่สนใจมนุษยปรัชญาเพื่อการดูแลลูก ได้เติบโตสู่บทบาทของ “ครูประจำชั้น” ที่ตั้งใจดูแลเด็ก ๆ เสมือนลูกของตัวเอง
ครูพู่มีความเชื่อว่า หากมีความรักในสิ่งที่ทำ และมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เด็ก ๆ ก็จะสามารถเติบโตอย่างงดงามไปตามเมล็ดพันธุ์ที่ตนเป็นได้อย่างแท้จริง

(ครูนิ้วก้อย)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
coming soon

ชวนากร จรดรัมย์
(ครูบูม)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำงานในบริษัทเอกชนจนกระทั่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย การงานในหน้าที่ก็สำคัญขณะที่ลูกสาวก็สำคัญและกำลังเติบโต แทบจะไม่ได้มีเวลาเห็นการเติบโตของลูกเลย
เหตุที่ได้มาเป็นครู เริ่มจากการที่ตนเองมีลูกและส่งลูกมาเรียนที่ดุลยพัฒน์ ได้เห็นถึงวิถีการดูแลเด็ก ๆ ของโรงเรียน การสอนที่ทำให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวผ่านตัวตนของเด็ก ๆ เอง และรู้ขอบเขตของตนเองตามพัฒนาการของเด็ก ๆ ในแต่วัย ทำให้เราได้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือเป็นผู้ปกครองก็เป็นส่วนสำคัญในการดูแลลูกๆเช่นเดียวกัน เพราะทั้งเราเอง และโรงเรียนก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือให้การศึกษาแก่ลูกๆเพื่อให้เขาได้เติบโตเป็นคนดี และอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้กับเด็ก ๆ อยากให้เด็ก ๆในยุคปัจจุบันได้รับรู้คุณค่าในสิ่งรอบตัวและสามารถมองสิ่งต่าง ๆ ให้มีความสุขได้ “รู้ล้มรู้ลุก” ในสิ่งที่ตนเองได้ทำ

สาวิตรี ธงภักดิ์
(ครูผึ้ง)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ครูผึ้งเรียนจบปริญญาตรีด้านดนตรีและการแสดง แขนงดนตรีไทย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาดุริยางคศิลป์ แขนงดนตรีวิทยา ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างการเรียน ได้ทำงานอาสาเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ญัฮกุรในจังหวัดชัยภูมิ และเริ่มต้นสอนดนตรีไทยให้กับเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมปลาย ทั้งแบบกลุ่มและตัวต่อตัว
ประสบการณ์หนึ่งที่ยังฝังใจ คือการสอนเด็กคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนเพื่อช่วยฟื้นฟูสมาธิและอารมณ์ โดยใช้เวลาร่วมกันถึง 6 ปี สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่พัฒนาการทางดนตรี แต่คือการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างเป็นองค์รวม จนทำให้ครูผึ้งเชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กเติบโตในแบบของตัวเอง
ครูผึ้งเริ่มรู้จักศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์จากโอกาสสอนดนตรีไทยในปี 2562 แม้ตอนนั้นยังไม่รู้จักแนวทางวอลดอร์ฟ แต่กลับรู้สึกเชื่อมโยง และอยากร่วมทางด้วยกัน จนในเดือนมกราคม 2567 ได้เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ครูผึ้งได้เรียนรู้มากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่รวมถึงวิธีมองชีวิตอย่างอ่อนโยน เข้าใจตนเอง และให้ความรักกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ผ่านบทเพลง เสียงหัวเราะ และจังหวะชีวิตที่เต้นไปพร้อมกันในห้องเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้

จิรภัทร์ นาพงษ์
(ครูทิฟฟี่)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ช่วงหนึ่งของชีวิต ครูหมอนได้ทำงานกับสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) ใช้ละครเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงใจเด็ก ๆ และเยาวชน พร้อมออกเดินทางฝึกอบรมครูทั่วประเทศ
จนวันหนึ่ง เมื่อเดินทางไปใช้ชีวิตในอเมริกา ได้พบกับแนวทางวอลดอร์ฟและการศึกษาบำบัด ที่ซึมลึกและงดงามเกินกว่าจะละสายตา จึงตัดสินใจเรียนรู้ต่ออย่างจริงจังที่วิทยาลัย Sun-bridge รัฐนิวยอร์ก และศึกษาหลักสูตร 5 ปีด้านการศึกษาบำบัดที่ Beaver Run รัฐเพนซิลเวเนีย ที่นั่น ครูหมอนได้อยู่ร่วมกับเด็กพิเศษ ใช้ชีวิต เรียนรู้ และมองเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความรัก ความเข้าใจ และการดูแลทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ
เมื่อเรียนจบ ครูหมอนตัดสินใจกลับมาเป็นครูวอลดอร์ฟ ณ ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2557 และยังคงมอบความรัก ความเข้าใจ และการศึกษาอย่างมีชีวิตให้กับเด็ก ๆ เสมอมา.

สสิพงศ์ พลพาณิชย์
(ครูอ๊อฟ)
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ป้าอ๊อฟ(คำที่เด็กๆเรียก)เคยเรียนคณะนิเทศศาสตร์ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ ทำให้ต้องกลับบ้านเกิดเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวด้านโฆษณา และเรียนต่อจนจบปริญญาตรีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
หลังจากเรียนจบ ป้าอ๊อฟแต่งงานและมีลูกชายหนึ่งคน ซึ่งกลายเป็นช่วงเวลาที่ได้ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มเวลา เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขและเรียบง่ายอย่างแท้จริง แม้เวลาจะผ่านไปและได้กลับเข้าสู่การทำงานประจำอีกครั้ง แต่ความทรงจำของการได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดกลับยังคงอยู่ในหัวใจเสมอ
เมื่อมีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ ความสุขจากการได้ดูแลเด็ก ๆ ก็ได้กลับมาอีกครั้ง ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเติบโต ทั้งสำหรับเด็กและตัวป้าอ๊อฟเอง
ดุลยพัฒน์เปิดโอกาสให้ป้าอ๊อฟได้เรียนรู้และพัฒนาจิตใจอย่างลึกซึ้ง ผ่านการอบรมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงหลักสูตรต่อเนื่องอีก 3 ปี ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะหัวใจเล็ก ๆ ของเด็กแต่ละคน
ทุกวันที่ได้อยู่กับเด็ก ๆ จึงไม่ใช่แค่ “การให้” แต่กลับเป็น “การได้รับ” อย่างลึกซึ้ง ความอบอุ่น ความมหัศจรรย์ และพลังชีวิตของเด็ก ๆ ทำให้ป้าอ๊อฟเห็นคุณค่าของการเติบโตจากภายใน
สิ่งที่ป้าอ๊อฟปรารถนาที่สุด คือการได้ดูแล ฟูมฟัก ให้เด็กแต่ละคนได้เติบโตอย่างแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย งดงาม และสอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละคน—อย่างแท้จริง
ระดับประถมและมัธยมศึกษา

เพ็ญจุรี วีระธนาบุตร
(ครูเพ็ญ)
ครูประจำวิชาเคมี และ ดนตรีสากล
เราเชื่อว่าการศึกษาไม่ใช่แค่การเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่คือการเติบโตไปพร้อมกับความเป็นมนุษย์
ตั้งแต่เรียนจบ ป.ตรี ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ครูเพ็ญก็ตั้งใจเลือกเส้นทางงานที่จะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม ได้เดินทางจัดกระบวนการเรียนรู้แนวทางจิตตปัญญาศึกษาร่วมกับอาจารย์และเพื่อน ๆ ในคณะ ทำงานอยู่ในภาคสังคมมาตลอด 10 กว่าปี จนเริ่มหันมาสนใจแนวทางมนุษยปรัชญา
ในช่วงอายุ 33 ปี และพบว่าการทำงานกับเด็ก ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของมนุษย์นั้นต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมุมมองที่เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ครูเพ็ญจึงตัดสินใจทำงานในบทบาทของครูวิชา และตั้งใจพัฒนามุมมอง แนวคิด วิธีการเพื่อสนับสนุนพัฒนาการของเด็กให้เหมาะสมกับวัยไปพร้อมกัน

วันชัย สอาดศรี
(ครูวันชัย)
ครูประจำวิชา Spatial Dinamic
ในปี 2557 เส้นทางชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากไร่ที่เพชรบูรณ์เมื่อได้เข้าร่วมอบรม IPMT (International Post Medical Training) ที่จันทบุรี โดยมีความสนใจในเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic Agriculture) ซึ่งนำพาผมเข้าสู่ชุมชนดุลยพัฒน์ และได้ทำงานเป็นครูผู้ช่วยอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 ปี
ต่อมาเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อพัฒนาความรู้ด้านเกษตรชีวพลวัตรและศึกษาศาสตร์ Spatial Dynamics ซึ่งน่าสนใจมาก หลังจากใช้ชีวิตที่นั่นครบ 3 ปี ผมตัดสินใจกลับเมืองไทยและกลับมาที่ดุลยพัฒน์อีกครั้ง พร้อมกับไปอบรม Spatial Dynamics กับคุณ Jaimen McMillan ที่ไต้หวัน เพื่อฝึกฝนทักษะเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน ผมเป็นครูสอน Spatial Dynamics ให้เด็กที่ดุลยพัฒน์ โดยเน้นการบูรณาการประสาทสัมผัส การพบตัวเองในพื้นที่รอบตัว และการเสริมสมาธิ ผ่านการเคลื่อนไหวที่สร้างความสมดุลทั้งภายในและภายนอก
“สำหรับผม ดุลย์พัฒน์ ไม่ได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เฉพาะเด็กๆเท่านั้นแต่ยังบ่มเพราะเมล็ดพันธุ์ แบบผมตัวผมไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ เติบโตไปพร้อมกับเด็กๆทุกคน ผมอยากให้ทุกคนมองว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นชุมชน เป็นครอบครัว เป็นพื้นที่ ที่คอยเปิดกว้างให้เราได้เรียนรู้ มีประสบการณ์ แบ่งปัน ทักษะหรือสิ่งต่างๆที่เรามี และเติบโตไปด้วยกันครับ”

(ครูบัว)
ครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์
เร็วๆนี้

(ครูลิลลี่)
ครูประจำวิชาภาษาจีน
เร็วๆนี้

อัญชนา สุนทรพิทักษ์
(ครูอุ๊)
ครูประจำวิชายูริธมี
ครูอุ๊เติบโตใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาในครอบครัวที่รักเสียงดนตรี ครูอุ๊ (อัญชนา สุนทรพิทักษ์) ซึมซับศิลปะการแสดงตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะเลือกเรียนภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความเชื่อว่าศิลปะทุกแขนงมีชีวิตอยู่ในภาพยนตร์
หลังจากทำงานในแวดวงรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ความสนใจของเธอค่อย ๆ พาไปพบกับการศึกษาวอลดอร์ฟและ “ยูริธมี่” — ศิลปะการเคลื่อนไหวที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ในมิติที่ลึกซึ้งเกินคำพูด
เส้นทางการเรียนรู้ของครูอุ๊จึงพาเธอไปศึกษาด้านการศึกษาวอลดอร์ฟที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และต่อด้วยยูริธมี่บำบัดที่อังกฤษและเยอรมนี ระหว่างนั้นเธอได้ทำงานกับเด็กพิเศษ ดูแลการเรียนรู้ทั้งในฐานะครูและผู้เยียวยา พร้อมทั้งร่วมเขียนหนังสือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจต่อบุคคลพิเศษในสังคมไทย
วันนี้ ครูอุ๊เป็นนักยูริธมี่บำบัดอิสระ สอนยูริธมี่ที่โรงเรียนดุลยพัฒน์ และร่วมประสานงานเครือข่ายการศึกษาบำบัดในประเทศไทย ด้วยหัวใจที่ยังเชื่อมั่นว่า ศิลปะคือประตูสู่ความเข้าใจในตัวมนุษย์อย่างแท้จริง

Rachel Lao
(ครูราเชล)
ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ
Rachel Lao จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาและมีประสบการณ์ทำงานด้านก่อสร้างถนนและทางวิ่งมากว่า 15 ปีในประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ด้วยความโหยหาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีความหมาย และใกล้ชิดธรรมชาติ เธอจึงละทิ้งงานเดิมและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางเลือกในฟิลิปปินส์
ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในด้านการเกษตรแบบยั่งยืน การสร้างบ้านจากวัสดุธรรมชาติ สมาธิ จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ และการใช้ชีวิตในหมู่บ้านสิ่งแวดล้อม (ecovillage) ได้นำ Rachel มาสู่ Gaia Ashram ที่จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย ซึ่งเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเกือบหนึ่งปีในปี 2018
ในปีถัดมา เธอตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย และได้เริ่มเส้นทางใหม่ในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษ โดยจบหลักสูตร CMU-TEFL จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้คะแนน TOEIC ถึง 970 คะแนนในปีเดียวกัน จากนั้น เพื่อนคนหนึ่งได้แนะนำโรงเรียนดุลยพัฒน์ให้รู้จัก เธอจึงเริ่มต้นอาสาสมัครอยู่ที่นี่ และตกหลุมรักทั้งเด็ก ๆ ชุมชน และการศึกษาวอลดอร์ฟอย่างลึกซึ้ง จึงตัดสินใจอยู่ที่ดุลยพัฒน์มาจนถึงปัจจุบัน
Rachel เชื่อมั่นว่า “การศึกษาเบ่งบานได้ เมื่อมีรากฐานอยู่บนความจริง ความงาม ความรักในความสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน”

(ครูประสาท)
ครูประจำวิชาคณิตศาสตร์(มัธยมศึกษา)
เร็วๆนี้

(ครูนัท)
ครูประจำวิชาดนตรีสากล(เชลโล่และรวมวง)
เร็วๆนี้

พิศสมร ทองสม
(ครูเจม)
ครูประจำวิชาดนตรีสากล(เชลโล่)
เร็วๆนี้

(ครูต่อ)
ครูประจำวิชาศิลปะ(มัธยม)
เร็วๆนี้

(ครูอุ้ย)
ครูประจำวิชาศิลปะ(มัธยม)
เร็วๆนี้

(ครูเดือน)
ครูประจำวิชาปั้นดิน
เร็วๆนี้

(ครูแพร)
ครูประจำวิชาดนตรีสากล
เร็วๆนี้

กุลธิดา บุญตั้ง
(ครูแป๋ม)
ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ
เร็วๆนี้

อิมทิรา ชีวาขุนเขา
(ครูอิม)
ครูประจำวิชาหัตถกรรม
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
หลังจากสำเร็จการศึกษา ครูอิมได้ทำงานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมถึงการจัดกิจกรรมและการเรียนรู้นอกห้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เชื่อว่า การศึกษาไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่คือการดูแลให้เด็กแต่ละคนได้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งร่างกาย ความรู้สึก และความคิด พร้อมทั้งเคารพจังหวะการเติบโตที่แตกต่างของเด็กแต่ละคน
ครูอิมรู้จักและตกหลุมรักแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อมีลูก เส้นทางนี้จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของครอบครัว แต่เป็นวิถีชีวิตที่ได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก ๆ ในฐานะพ่อแม่วอลดอร์ฟ
จากบทบาทของพ่อแม่วอลดอร์ฟ สู่การเป็นครูหัตถกรรม ครูอิมเชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านงานฝีมือช่วยหล่อหลอมมากกว่าทักษะการใช้มือ แต่ยังช่วยฝึกสมาธิ ความอดทน ความละเอียดอ่อน และความภาคภูมิใจในสิ่งที่เด็กสร้างขึ้นด้วยตนเอง
ครูอิมเชื่อว่า “มือที่กำลังสร้างสรรค์ คือหัวใจที่กำลังเติบโต” และหวังให้ทุกชั่วโมงหัตถกรรมเป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ ได้ค้นพบทั้งทักษะ ความงาม และคุณค่าของตนเอง ผ่านการลงมือทำอย่างอ่อนโยนและมีความหมาย
สนใจสมัครเป็นครูหรืออาสาสมัคร
“เด็กคือหัวใจของการศึกษา” เรากำลังมองหาครูและกัลยาณมิตรผู้ร่วมทาง ผู้รักการเรียนรู้ และเชื่อมั่นในความดีงามในภารกิจของความเป็นครู หรือต้องการเป็นอาสาสมัครประจำที่ทำงานกับเด็ก ๆ
