Story of Dulyapat : 8 years of Dulyapat, Rhythm of the year

ความเป็นมาของดุลยพัฒน์

ราวปี พ.ศ. ๒๕๕๒  ได้เกิดความตั้งใจของผู้ปกครองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการการศึกษาที่มองมนุษย์อย่างเป็นองค์รวมให้กับลูก ซึ่งได้มองเห็นว่าแนวทางการศึกษาของวอลดอร์ฟนั้นชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุด  หลังจากนั้นผู้ปกครองท่านหนึ่งซึ่งได้กลายเป็นครูประถมหนึ่งคนแรกของดุลยพัฒน์ได้มอบที่ดินจำนวน ๑๖ ไร่ พร้อมอาคารหลังแรก ให้กับ “มูลนิธิดุลยพัฒน์” ทรัพย์สินทั้งส่วนของที่ดินและอาคารจึงเป็นของมูลนิธิฯ  ทั้งสิ้น ต่อมามูลนิธิดุลยพัฒน์ ได้ขอจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์”  ตามกฏกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. ๒๕๕๕

ดุลยพัฒน์เริ่มมีชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ นักเรียนรุ่นแรกมีทั้งหมด ๗ คน ปีต่อมาได้สร้างอาคารอนุบาลขึ้น และเปิดรับเด็กในระดับชั้นอนุบาล เนิสเซอรี่ และมีการเพิ่มระดับชั้นประถมศึกษาขึ้นทุกปีตามวัยที่เติบโตขึ้นของเด็กๆ   ปัจจุบันดุลยพัฒน์มีระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นเนิสเซอรี่ อนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น

จากความร่วมมือร่วมใจกันของกลุ่มผู้ปกครองรุ่นบุกเบิกทุกคนที่ถากถางผืนดินแห้งแล้งจนค่อย ๆ กลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นผู้ปกครองรุ่นต่อ ๆ ก็ร่วมช่วยกันสนับสนุนและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำผ้าป่าเพื่อสร้างอาคารเรียน การช่วยเหลืองานหลาย ๆ ด้านเพื่อสนับสนุนงานทางด้านการศึกษา ตลอดจนเกิดเศรษฐกิจแบบพี่น้องขึ้น ซึ่งออกมาเป็นรูปธรรมในแง่ของการบริหารค่าบริจาคทางการศึกษา (ค่าเทอม) กล่าวคือ ผู้ปกครองบางครอบครัวอาจจะไม่สามารถจ่ายได้ในครั้งเดียว ก็สามารถเฉลี่ยจ่าย หรือบางครอบครัวขอลดหย่อนค่าเทอม ก็สามารถปรึกษาฝ่ายการเงินเป็นรายครอบครัว มีหลากหลายรูปแบบในการขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีกลุ่มผู้ปกครองที่จ่ายค่าเทอมมากกว่าขั้นต่ำ เป็นเจตจำนงอิสระ ( Free Will) เป็นพลังหล่อเลี้ยงโรงเรียน  รวมทั้งผู้ปกครองหลายคนผันตัวเองมาเป็นครูของเด็กๆ หรือทำงานอาสาเพื่อเด็ก ๆ เพราะมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ส่วนลักษณะการเรียนการสอนของดุลยพัฒน์นั้น จัดขึ้นอย่างสอดคล้องกับพัฒนาการของวัยเด็ก ทั้งร่างกาย จิตใจ และความเป็นปัจเจกของเด็กแต่ละคน ลักษณะการให้การศึกษาบูรณาการทั้งการใช้ ความคิดที่มีศูนย์กลางที่ศีรษะ (Head) ความรู้สึก (Heart) และการลงมือกระทำ (Hand)  เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ลงมือปฏิบัติ แล้วจึงค่อยสรุปรวบยอดเป็นความคิดในภายหลัง การลงมือปฏิบัติเป็นไปอย่างมีกระบวนการและมีศิลปะ เป็นตัวนำพาให้เกิดการเรียนรู้ถึงความจริงแท้ แก่นสาระที่ครูนำเสนอ “วิชาการ” จึงไม่เป็นเพียงความทรงจำอันแห้งแล้ง หากจะมีชีวิตชีวาอยู่ในตัวตนของเด็กตราบนานเท่านาน

กล่าวโดยสรุป  ดุลยพัฒน์ ประกอบไปด้วย ๓ ภาคีสำคัญ คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ที่ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชนเล็กๆ เพื่อที่วันข้างหน้าจะคืนสิ่งดีงามกลับสู่สังคมส่วนรวม  

                         ———————————————

ปรัชญาหรือแนวความคิดพื้นฐานของการศึกษาวอลดอร์ฟคือ “มนุษยปรัชญา” (Anthroposphy)  ว่าด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ มนุษย์มีวิวัฒนาการอย่างไร ตั้งแต่ในครรภ์มารดาจวบสิ้นชีวิต   ในมนุษยปรัชญานั้น มนุษย์ไม่ได้มีเพียงร่างกายกับใจ หากแต่ยังมีส่วนที่เรียกว่า “ปัจเจกภาพ” 

          การศึกษาวอลดอร์ฟจึงจัดการศึกษาที่สอดคล้องไปกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์นั่นเอง

พัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย

เด็กวัย ๐-๗ ปี

เป็นช่วงวัยที่เด็กจะพัฒนาเรื่องร่างกาย (Physical Body) อวัยวะต่าง ๆ  การใช้แขนขา ที่สำคัญคือระบบประสาทจะเจริญเติบโตอย่างมากในช่วง ๓ ขวบปีแรก เด็กจึงต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดี อาหารที่ดี จังหวะชีวิตที่ดี ภายใต้ความสัมพันธ์ที่มั่นคง เปี่ยมด้วยความรักและความอบอุ่นจากผู้ใหญ่ใกล้ชิด

อีกทั้งเด็กยังต้องการพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้เขาสำรวจตรวจตรา เรียนรู้โลกใบนี้ ผ่านการเล่นอิสระ การเล่นเป็นงานสำคัญของเด็ก ส่วนพัฒนาการด้านในของเด็กในเจ็ดปีแรกนั้น เป็นการพัฒนาความมุ่งมั่นในการลงมือกระทำ เด็กจะเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมเขา เด็กต้องการเรียนรู้ว่า “โลกนี้ดี”  ซึ่งจะเป็นช่วงวัยที่เราจะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีในแง่ของการคุณธรรม จริยธรรม จินตนาการความคิดสร้างสรรค์  ผู้ดูแลเด็กจะให้วินัยเชิงสร้างสรรค์อย่างไรแก่เด็ก อันจะเป็นรากฐานสำคัญต่อไปในชีวิตข้างหน้า

เด็กวัย ๗-๑๔ ปี

ในวัยนี้การพัฒนาด้านกายภาพของเด็กยังไม่เสร็จสิ้นดี ยังต้องพัฒนาต่อไป ขณะเดียวพัฒนาการด้านในหรือทางจิตใจหรือดวงจิต (Soul) ก็โดดเด่นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เด็กในช่วงวัยนี้เริ่มแสดงออกถึงความชอบ ไม่ชอบ เริ่มมีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิด ที่บางคราวก็ไหลหลั่งพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง และเมื่อผสมรวมกับฮอร์โมนวัยรุ่นที่จะพลุ่งพล่านในช่วงอายุ ๑๒-๑๔ ปีแล้ว  การศึกษาในช่วงวัยนี้ยิ่งต้องตอบโจทย์ความต้องการด้านในของเด็กมากยิ่งขึ้น

หากการศึกษาที่เด็กได้รับในช่วง ๗ ปีแรก มีรากฐานอันมั่นคง เมื่อมาถึงช่วง ๗ ปีที่สองนี้ เด็กก็จะสามารถพัฒนาอารมณ์ สังคม สติปัญญาไปอย่างมีวุฒิภาวะตามวัย

โดยเด็กในช่วงวัย ๗ ขวบเป็นต้นไปนี้  เด็กจะเริ่มต้องการ “บุคคลที่ ๓” ก็คือครู ผู้ที่จะนำพาเขาไปสู่โลกที่กว้างขึ้นในวิชาการแขนงต่าง ๆ แต่เนื่องจากเขาอยู่ในช่วงพัฒนาการด้านในที่โดดเด่นในเรื่องความรู้สึกและอารมณ์    “ศิลปะ” จึงเข้ามาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากวัยที่เด็กอยู่ในช่วง ป.๑ ถึง ม.๒ นี้ จึงเป็นการเรียนรู้ผ่าน “ความงาม” ไม่ว่าจะเป็นความงามของคณิตศาสตร์ ความงามของเรขาคณิต ความงามของบทกวี ความงามในธรรมชาติ ฯลฯ  กระทั่งความประทับใจกับเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์อันจะนำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเด็ก ๆ

กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนหากมองเป็นภาพหรือดูจากเนื้อเรื่องเล่า ภาพแรก ๆ ในประถมหนึ่งจะเริ่มจากเทพนิยาย ไปสู่ตำนานในประถมสามและสี่ จากนั้นก็เป็นเทพปกรณัมน์ จนกระทั่งเป็นเรื่องเล่าชีวประวัติของผู้คนยิ่งใหญ่ที่เคยชีวิตอยู่บนโลกนี้จริง ๆ ในชั้นมัธยมต้น และประวัติศาสตร์ในยุคสมัยต่าง ๆ ระดับชั้นที่โตขึ้นไป

เมื่อเด็กผ่านการเรียนรู้ว่า “โลกนี้ดี” (the world is good) ในช่วงต้น ๗ ปีแรกของชีวิต เมื่อมาถึงช่วงวัยนี้โลกนี้ก็จะงดงามมีชีวิตชีวา (the world is beautiful) ครูผู้สอนจะจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของสองขั้วที่ต่างกัน เช่น  ว่องไว-นิ่งเฉย ทุกข์-สุข ขยัน-ขี้เกียจ เศร้า-สนุกสนาน เสียใจ-ดีใจ เพื่อเด็กจะสามารถหาความสมดุลระหว่างขั้วที่แตกต่างกันภายในของตนเองได้

ครูมีบทบาทสำคัญในช่วงวัยนี้ ในฐานะผู้นำทางไปสู่ประสบการณ์ในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ฝึกฝน วิเคราะห์ และสังเคราะห์ในเรื่องที่กำลังเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ครูประจำชั้นจึงควรอยู่กับเด็กต่อเนื่องมากที่สุดเท่าที่ทำได้  ตั้งแต่เด็กอายุ ๗ ขวบ จนถึงเมื่อเด็กอายุ ๑๔ ปี ไม่ควรเปลี่ยนครูประจำชั้นทุกปีหากไม่จำเป็น

เด็กวัย ๑๔-๒๑ ปี

 หากทั้ง ๒ ช่วงวัยที่ผ่านมา  เด็กได้มีการพัฒนามาอย่างดี เยาวชนในช่วงวัย ๑๔ ปีเป็นต้นไป ก็จะเริ่มมีคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ ถึงสิ่งนั้นว่ามีความจริงแท้อย่างไร  ซึ่งลึก ๆ แล้วก็คือความต้องการที่จะรู้จักตัวเองมากขึ้น นักเรียนในวัยนี้ต้องการรู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้างบนโลกใบนี้ และต้องการผู้ใหญ่ที่มีความชัดเจนในความคิด และรู้จริงในสิ่งที่ตัวเองพูด เขาต้องการรู้ว่า “โลกนี้จริง” (the world is true) อีกทั้งเขายังต้องการผู้ใหญ่ใกล้ชิดที่มีความสามารถในการช่วยสร้างสภาวะสมดุลทางใจ ในยามที่เขาเผชิญความท้าทายและสูญเสียความสมดุลไปครั้งแล้วครั้งเล่า

เยาวชนในช่วงวัยนี้ปรารถนาที่จะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ บนโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เขาเริ่มรับรู้ความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่นอย่างชัดเจน และพัฒนาความสามารถในการยอมรับความคิดที่แตกต่าง ความสามารถที่แตกต่างของเพื่อนแต่ละคน เมื่อยอมรับแล้วก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ด้วย

ในมิติอื่น ๆ นักเรียนวัยนี้ยังต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น ในเกมกีฬาเช่น การแล่นเรือใบ การยิงธนู   ละครประจำปี ที่มีการแสดงแบบเธียเตอร์  วิชาคอมพิวเตอร์  วิชาดนตรี-ออเครสตร้า ที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องรู้จักฟังคนอื่นให้เป็น จะจดจ่อสนใจเฉพาะเครื่องดนตรีชิ้นที่ตัวเองกำลังเล่นอยู่เพียงเท่านั้นไม่ได้ นอกจากนี้เยาวชนจะออกไปฝึกงานหัตถกรรมท้องถิ่น งานผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเทคโนโลยีง่าย ๆ รวมถึงการบริการชุมชน เพื่อจะรู้จักชุมชนที่เขาอยู่มากขึ้นด้วย

คำถามที่สำคัญของเด็กช่วงวัยนี้คือ ฉันสามารถทำอะไรบนโลกใบนี้ และฉันคือใคร

เมื่อมองชีวิตอย่างเป็นองค์รวม การพัฒนาในมนุษย์คนหนึ่ง จะต้องเป็นการพัฒนาไปตามขั้นตอน ถ้าขั้นตอนพัฒนาการใดพัฒนาการหนึ่งไม่ได้พัฒนามาอย่างดี มนุษย์คนนั้นก็จะยังติดขัดในสิ่งที่ไม่อาจก้าวผ่าน อันจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตนเองในก้าวต่อไป

ซึ่งถ้าเปรียบมนุษย์กับการสร้างบ้าน

วัย ๐-๗   เปรียบได้กับ ฐานรากของโครงสร้างบ้าน

วัย ๗-๑๔  เปรียบได้กับ ผนัง ประตู หน้าต่าง

วัย๑๔-๒๑  เปรียบได้กับ ส่วนที่เป็นหลังคา

การศึกษาวอลดอร์ฟจึงต้องตระหนักรู้ว่าแต่ละช่วงพัฒนาการของเด็กได้รับการพัฒนามาอย่างดีแล้วหรือไม่ และครูจะทำงานอย่างไรเพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้จนเป็นมนุษย์ที่แท้จริง