ความสนใจใคร่รู้ VS การกวดวิชา

 ความอัศจรรย์ใจในการเรียนรู้และความไว้วางใจอันมีค่าต่อเด็ก 

เริ่มแต่ในชั้นเล็กๆ เนิสเซอรี่และอนุบาล ครูพยายามบ่มเพาะพลังความมุ่งมั่นที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ของเด็ก เรายังไม่สอนเด็กเขียนอ่านใด ๆ หากให้ความสำคัญกับการเล่นอิสระและจังหวะชีวิตที่มั่นคง ถึงอย่างนั้นเมื่อเด็ก ๆ ขึ้น ป.๑ พวกเขาก็สามารถเขียนตัวอักษรกันได้เลย ไม่ต้องใช้เวลาในการฝึกเขียนลากตามเส้นประ

เด็ก ๆ ที่ถูกเตรียมมาเป็นอย่างดี คือเล่น (เคลื่อนไหว) มาอย่างเพียงพอ กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กถูกพัฒนาเต็มที่ และมีพลังความมุ่งมั่นที่เกิดจากข้างใน (ไม่ถูกแทรกแซงด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บ่อย ๆ ) เด็กที่เล่นอย่างเพียงพอนี้ เมื่อถึงวัยที่เขาจะต้องนั่งนิ่ง ๆ ได้เพื่อเรียนหนังสือ ก็จะไม่ยากลำบากสำหรับพวกเขา อีกทั้ง หากเราให้ในสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสมก็จะทำให้เด็ก ๆ มีพลังในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกการเขียนอ่าน 

การสอนตัวอักษรในวอลดอร์ฟนั้น สอนผ่านการเคลื่อนไหว ผ่านเรื่องเล่า ทั้งเรื่องราวและวิธีการที่ครูนำพามาสู่เด็ก ๆ ถูกให้ความเอาใจใส่ไม่ยิ่งหย่อนว่ากัน เรียกได้ว่าสอนแบบลงรากลึกถึงความเป็นมาของตัวอักษร มิใช่แค่ “ภาพ” ยังเป็นต้นตอของ “เสียง” ที่มาพร้อมกับพยัญชนะนั้น ๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงพยายามทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครองชั้นเด็กเล็กว่าเรายังไม่ควรสอนเด็กให้อ่าน-เขียนก่อน ป.๑ หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกได้รับ “อาหาร” ทางจิตใจผ่านการเรียนรู้ของเขา ก็ยังไม่ควรให้เขาเรียนผ่านการท่องจำ ที่เปรียบเสมือนการตัดโอกาสที่ลูกจะเรียนรู้ตัวอักษรตัวแรกด้วยความอัศจรรย์ใจ

ดวงตาของเด็กที่เป็นประกายพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ตรงหน้านั้นคือพลังที่จะทำให้เขาเชื่อมั่นว่าโลกนี้นั้นน่าค้นหาและเรียนรู้ ต่างจากเด็กที่ถูกสอนทุกอย่างมาก่อนและไม่สามารถจะละทิ้งสิ่งที่จดจำได้ ประกายตาในความสงสัยใคร่รู้ของเขาลดน้อยลงเสียแล้วครั้นเมื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้น การเรียนของพวกเขาก็ยังถูกให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ที่เกิดจริงกับตัวเอง การนำพาเด็กเข้าสู่บทเรียนหนึ่ง ๆ ครูคำนึงถึงหลายมิติ มิใช่ให้ความสำคัญกับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียว หากยังให้ความสำคัญกับ “วิธีการเรียนรู้” 

ถ้าเราจะสอนเพียงให้เด็กท่องจำสิ่งหนึ่ง ๆ ได้ และวัดผลออกมาเป็นคะแนนแล้วตัดเกรด แน่นอนว่าเราสามารถทำได้ทว่าการศึกษาที่เราต้องการมีให้กับเด็ก ๆ ของเรานั้น คือสิ่งที่แตกต่างไปมิใช่หรือ เราจึงได้เลือกหนทางที่เราทั่วทุกคนต่างต้องลงแรงทั้งกาย ใจ และเงินทุนเช่นนี้ 

เมื่อเด็ก ๆ เรียนเรื่องหนึ่ง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว หากทุกเรื่องที่เขาเรียน คือทุกเรื่องที่สามารถโยงใยถึงกัน และสิ่งที่มีความหมายยิ่ง คือการที่เด็กรู้ว่า พวกเขาเรียนไปทำไม ก.ไก่ ตัวหนึ่งมาจากไหน เลข 1 คืออะไร สมการคณิตศาสตร์จะไปอยู่ส่วนไหนเมื่อเติบโตขึ้น ตัวเลขจำนวนติดลบมีไว้ทำไม และเขานำไปทำอะไรได้ …เด็ก ๆ เรียนรู้อย่างกระตือรือร้น เรียนรู้ในทุกที่ แม้แต่บนถนนที่พ่อแม่ขับรถกลับบ้านเดิม ๆ วันแรกที่ลูกอ่านป้ายร้าน “ขายยา” ออกเป็นวันแรก

พ่อแม่ที่มีประสบการณ์ย่อมรู้ว่าน่าตื่นเต้นและเสี่ยงอันตรายเพียงใดกับการที่อยู่ ๆ ลูกก็ตะโกนขึ้นมาระหว่างเราขับรถ เมื่อเขาอ่านอะไรสักอย่างหนึ่งระหว่างทางออก หรือน่าอบอุ่นใจเพียงใดที่ลูกเรียนเรื่องมาตราวัดต่าง ๆ แล้วอยากจะรู้ขึ้นมาว่าแม่สูงกี่คืบการเรียนรู้จึงไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน ไม่ได้อยู่แค่ในหน้ากระดาษ หากอยู่ในทุกที่บนโลกนี้ และโยงกลับมาหาตัวเขาเอง ซึ่งหากเราเห็นในสิ่งนี้ในตัวเด็กๆ นั่นคือเราเห็นคุณภาพที่จะแปรเปลี่ยนเป็นอะไรดีๆ ก็ได้ในวันข้างหน้าของพวกเขา วันข้างหน้าที่มีความรู้ใหม่ๆ รออยู่มากมาย หากก็ไม่ย่อท้อ เพราะเขามีพลังใฝ่รู้และมีวิธีที่จะเข้าถึงความรู้นั้นๆเช่นนี้แล้ว

เมื่อเด็กเติบโตขึ้นเป็นชั้นประถมต้น ประถมปลาย กระทั่งมัธยม การเรียนเสริม เรียนกวดวิชาในที่ต่าง ๆ จึงไม่มีผลดีกับเด็กเลย แม้ว่าจะมี “ความรู้” มากขึ้น หากความรู้นั้นเขาได้มันมาอย่างไร? การรู้จากการติว กับการรู้จากประสบการณ์ที่ครูที่เขามีความผูกพันด้วยนำพาไปนั้น ความหมายย่อมแตกต่าง ……. กระทั่งการพาเด็กไปเรียนล่วงหน้า เมื่อเขาเข้ามาเรียนในห้องเรียน ก็กลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย หากการกวดวิชาข้างนอกสอนแบบรวบรัดมา คือให้สูตรสำเร็จที่ให้ผลลัพธ์และวิธีการคิดลัดมาเลย เด็ก ๆ ก็จะหมดความพยายามอย่างง่าย ๆ ที่จะเรียนรู้วิธีอื่น ๆ ปิดรับมุมมองอันหลากหลาย อีกทั้งยังสร้างความยากแก่ครูผู้สอนที่ต้องคอยโอบเด็กที่ไปเรียนมาก่อนแล้วแววตาของเขามีแต่ความเบื่อหน่ายเสียแล้ว ซึ่งอาจรบกวนการเรียนของเด็กคนอื่นในชั้นไปด้วย แต่ก็ไม่เท่าตัวเด็กเองที่จะได้รับผลกระทบทางตรง 

ความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากที่สุด หากการศึกษานี้ที่เราต้องการให้กับเด็ก ๆ ของเรา ก็กลับเรียกร้องความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ตลอดมา สิ่งที่ครูพยายามจะทำงาน ก็คือการรักษาพลังความสดใหม่ในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ของเด็ก และพยายามเปิดพื้นที่ให้กับผู้ปกครองในการที่จะสื่อสารเรื่องลูก เพื่อที่ทั้งครูและพ่อแม่จะนำพาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือทิศทางที่เด็กทุกคนจะสามารถค้นหาความหมายในการมีอยู่ของตัวเอง และมีสุขภาวะที่ดีไปจนตลอดชีวิตของพวกเขา

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Scroll to top
%d bloggers like this: